ตรวจสอบสถานะ 5 รัฐวิสาหกิจกระทรวงเกษตร อ.ต.ก. ฟุ้ง 8 เดือนแรกปีงบ 57 ฟันกำไรกว่า 22 ล้านบาท ขณะอ.ส.ค.พับโปรเจกต์โรงงานนมผงออกไปโดยไม่มีกำหนด หวั่นน้ำนมดิบไม่พอป้อนหันตั้งโรงงานยูเอชทีแทน ด้าน อ.ส.ย.-สกย. รายได้หดจากราคายางดิ่ง หวังเศรษฐกิจโลกฉุดกระเตื้องครึ่งปีหลัง ส่วนองค์การสะพานปลา โงหัวไม่ขึ้นยังขาดทุนอ่วมปีละ 10 ล้านบาท
นายธเนศพล ธนบุญยวัฒน์ ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงผลการดำเนินงานของ อ.ต.ก.ในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2557 (ต.ค.56-พ.ค.57) ว่าสามารถทำกำไรแล้ว 22 ล้านบาท โดยมีรายได้จากนโยบายรัฐบาลเป็นหลัก ส่วนในอีก 4 เดือนหลัง ก็ต้องรอลุ้นการเมืองถึงทิศทางนโยบายว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรอย่างไร อ.ต.ก.ก็พร้อมที่จะเป็นหน่วยงานสนับสนุนนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช.)
นายนพดล ตันวิเชียร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวถึง โครงการโรงงานนมผงที่ใช้งบลงทุนกว่า 1 พันล้านบาท คงต้องเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด เนื่องจากเห็นว่าปริมาณน้ำนมดิบในประเทศในเวลานี้มีไม่เพียงพอป้อนโรงงาน ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมก็มีจำนวนลดลงไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้นจะหันไปสร้างโรงงานแห่งใหม่เพื่อผลิตนมยูเอชทีแทน โดยสถานที่ตั้งอยู่ตรงข้าม อ.ส.ค.มวกเหล็กจังหวัดสระบุรี อย่างไรก็ดี ในปีนี้ อ.ส.ค. ตั้งเป้ารายได้รวมที่ 7 พันล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีที่แล้ว 7- 8%
ด้านนายประสิทธิ์ หมีดเส็น รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) กล่าวว่า ช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา สกย.เก็บเงินสงเคราะห์ยางพาราจากผู้ส่งออกหรือเงินเซสส์ (CESS) ได้เพียงแค่ 1 พันกว่าล้านบาท สาเหตุที่เก็บเงินเซสส์ได้น้อยเพราะราคายางในตลาดโลกตกต่ำ ขณะที่หลักเกณฑ์การเก็บเงินเซสส์ หากราคายางพาราอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ 60-80 บาท จะเก็บจากผู้ส่งออก กิโลกรัมละ 2 บาท ซึ่งคาดหวังว่าในครึ่งปีหลังความต้องการบริโภคใช้ยางในต่างประเทศจะเพิ่มมากขึ้น และจะจัดเก็บเงินเซสส์ได้เพิ่มขึ้น
สอดคล้องกับนายชนะชัย เปล่งศิริวัธน์ ผู้อำนวยการองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) ที่กล่าวว่าจากราคายางที่ตกต่ำ ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมาผลประกอบการของ อ.ส.ย.ขาดทุนทางบัญชีไปแล้ว 48 ล้านบาท เพราะ อ.ส.ย.มีนโยบายในเรื่องสวัสดิการที่จะต้องจ่ายชดเชยให้พนักงานเมื่อออก จึงทำให้รับรู้ค่าใช้จ่ายในอนาคต ปัจจุบัน อ.ส.ย.ขาดทุนส่วนหนึ่งจากราคายาง ขณะที่รายรับหดตัวแต่รายจ่ายคงที่ โดยมีรายได้หลัก จากการทำสวนยางกว่า 4 หมื่นไร่ รวมทั้งโรงงานยางแท่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 แห่ง ที่ขณะนี้ได้รับจ้างแปรรูปให้กับกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเวลานี้แรงจูงใจลดลงจากยางก้อนถ้วยที่รับจ้างแปรรูปเป็นยางแท่งลดลงจากราคากิโลกรัมละ 6.90 บาท เหลือเพียง 5.60 บาทต่อกิโลกรัม และ อ.ส.ย.ยังรับซื้อด้วยถ้าหากเกษตรกรจำหน่ายให้ นอกจากนี้ยังมีสต็อกยางที่ซื้อเก็บไว้ในราคาสูง คาดว่าจะขาดทุนต่อเนื่อง แต่หวังว่าครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกจะฟื้นความต้องการยางเพิ่มขึ้น ดันให้ราคายางทั้งในและต่างประเทศขยับขึ้นตาม
ขณะที่นายภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม รองผู้อำนวยการรักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา (อสป.) กล่าวว่า อสป.ขาดทุนโดยเฉลี่ยปีละ 10 ล้านบาท สาเหตุมาจากท่าเทียบเรือมีคนใช้บริการน้อย และเริ่มขาดทุนมาตั้งแต่ปี 2555-2556 โดยก่อนหน้านี้จะมีรายได้มาจากการขายน้ำมันเขียวให้กับเรือประมง และขายสินค้าให้กับกรมราชทัณฑ์ ต่อมามีมติคณะรัฐมนตรีให้ยกเลิก ทำให้ อสป.ขาดรายได้ในส่วนนี้ไป แล้วนอกจากนี้อัตราค่าธรรมเนียมการบริการค่อนข้างต่ำมาก
“ชาวประมงได้หันไปใช้บริการท่าเทียบเรือเอกชนแม้ว่าจะแพงกว่า เนื่องจากปัจจุบันท่าเทียบเรือของ อสป. เก่ามากทรุดโทรม ไม่มีงบซ่อมบำรุงเลยส่งผลให้ท่าเทียบเรือประสบภาวะขาดทุน ส่วนชาวประมงจับปลาได้น้อยลง และเลิกอาชีพไปทำอย่างอื่นอื่นกันมากขึ้นยิ่งทำให้สถานการณ์เราย่ำแย่ลงไปอีก”
อนึ่ง การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเป็นหนึ่งในวาระ “ด่วนที่สุด” ของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปัจจุบันมีรัฐวิสาหกิจทั่งประเทศอยู่เกือบ 60 แห่ง มีสินทรัพย์รวมกันประมาณ 7 ล้านล้านบาท มีพนักงานประมาณ 1 ล้านคน ได้รับเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดินปีละประมาณ 6 หมื่นล้านบาท และนำรายได้ส่งคลังปีละประมาณ 6 หมื่นล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 2,960 วันที่ 26 – 28 มิถุนายน พ.ศ. 2557
แหล่งที่มา: http://www.thanonline.com



